เที่ยว “ภูกระดึง” [PHU-KRADUNG]

This item was filled under [ ภาคเหนือ ]
Email This Post Email This Post[ratings]

p30475781“ภูกระดึง” [PHU-KRADUNG]อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ประกอบด้วยภูเขา ที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ที่ราบบนยอดภูกระดึงมีสังคมพืชเป็นสังคมของพืชเมืองหนาว ได้แก่ ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าต้นเมเปิล (ไฟเดือนห้า) และพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม เช่น กุหลาบป่า ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน ดอกม่วนดักหงาย เป็นต้น ตลอดจนมีธรรมชาติ บรรยากาศ และทิวทัศน์ที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่ทริปนี้เราออกเดินทางกันตั้งแต่ตอนห้าทุ่มครึ่งของวันที่ 2 มีนา มุ่งหน้าสู่ภูกระดึงโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ “ผานกเค้า” หรือร้านเจ้กิมนั่นเอง ผ่านไปหกเจ็ดชั่วโมงเราก็มาถึงเป้าหมายกัน ซึ่งก็เป็นเวลารุ่งเช้าของวันใหม่พอดี ร้านเจ้กิมเป็นร้านขายของฝาก ของกิน รวมทั้งตั๋วรถกลับกรุงเทพด้วย เราจึงแวะกินข้าวเช้ากันที่นี่ก่อน และนอกจากนี้เราก็ไม่ลืมที่จะจองตั๋วกลับกรุงเทพฯ เอาไว้ด้วย

p30370821

หลังจากที่อิ่มท้องกันแล้วก็ได้เวลา เดินทางสูยอดภูกันเสียที การเดินทางต่องจากนี้ เราได้เหมารถสองแถว ในราคา 300 บาท เพื่อไปสู่จุดเริ่มp30371871ของการเดินเท้าสู่ยอดภู ต้นทางขึ้นภูเราจะต้องนำสัมภาระไปฝากให้ลูกหาบนำขึ้นไปให้ ซึ่งก็ตกกิโลกรัมละ 15 บาท(สำหรับคนไทย) ระยะทางต่อจากนี้ 5 กิโลโดยประมาณ ที่เราจะต้องเดินเท้าเข้าป่าเพื่อไปให้ถึงหลังแปเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบ ร้อย เราก็เริ่มออกเดินทางเส้นทางกการเดินเท้าในครั้งนี้มีทั้งภูมิประเทศที่เป็น ป่าไผ่ โขดหิน ดินทราย ทางสูงชันหรือทางเรียบก็พอมีให้เห็นบ้างแต่ก็เป็นเพียงระยะทางสั้นๆเท่านั้น ที่สำคัญอากาศร้อนเอามากๆ ต้องเตรียมน้ำดื่มหรือครีมกันแดดไปกันให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อเดินไปสักพักก็จะเห็นนรกอยู่รำไร หึๆๆ..

p30370991

แต่ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะว่าที่พักแต่ละซำแต่ละจุดจะมีร้านค้าขายอาหาร น้ำตั้งอยู่เพราะฉะนั้นน้ำนี่ไม่ต้องห่วงเลย อุดมสมบูรณ์ตลอดการp30372111เดินทางแน่นอน .. คำเตือน : ราคาที่นี่เมื่อเทียบกับด้านล่างแล้วคูณสองเห็นจะได้ เช่น เป๊บซี่ปรกติ 15 บาท ที่นี่จะราคา 30 บาททันที ดังนั้นก่อนดื่มโปรดตรวจสอบราคาให้แน่ชัดหลัง จากเดินกันเหงื่อท่วมก็ถึงยอดภูกระดึง เฮ้อ… ไม่คิดเรยว่ายอดภูมันจะราบเรียบเหมือนสนามฟุตบอล แต่ก็ดีจะได้เดินกันสะดวกหน่อย หลังจากพักกันหายเหนื่อยแล้วก็เริ่มลงมือกางเต้นกันเป็นลำดับแรกเลยไม่ นานพระอาทิตย์ก็จะลับขอบฟ้าแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกสวยมาก แล้วก็ไม่ห่างจากที่กางเต๊นเท่าไหร่นักเราจึงเริ่มออกเดินเพื่อไปดูกันว่าจะ สมคำร่ำลือหรือไม่ดู กันเอาเองละกานนนะว่าสวยหรือป่าว รูปอาจจะไม่สวยเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วสวยมาก มานั่งดูพระอาทิตย์ยามเย็นที่นี่ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางก็พลันหายไป (เว่อร์นิดนึง) และที่นี่ก็เป็นที่สุดท้ายของการเดินทางสำหรับวันแรกหลังจากที่ได้เหนื่อย กันมาแล้ว 1 วัน ไม่เพียงแค่ความประทับใจในบรรยากาศเท่านั้น แต่ยังได้รู้ว่าตัวเองนั้นแข็งแรงมากแค่ไหนด้วยจาก การเดิน การวิ่ง การขึ้นเขา ล้วนแต่ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ภูกระดึงจึงน่าp30473721จะเป็นอีกตัวเลือกให้คนรักสุขภาพได้ไปทดสอบร่างกายกันมา ว่ากันต่อด้วยวันที่ 2 (ภาพที่1 ภาพขนมปัง+เตาถ่าน) เช้ามาเราก็หาวัชพืชแถวนั้นรับประทานไปปะทังชีวิตไปก่อน (อันนี้หาสาระมิได้) ความจริงคือเรื่องอาหารการกินไม่ต้องเป็นกังวล ไม่ต้องแบกข้าวสาร อาหารแห้งขึ้นไปให้เหนื่อย เพราะมีให้รับประทานอย่างอุดมสมบูรณ์ มีร้านขายอาหาร เพียงแต่เตรียมเงินไปให้เพียงพอ แต่ไม่ต้องถึงกับขายบ้าน ขายรถไป นั่นก็เวอร์ไปนะครับ เหอๆ ยกตัวอย่างราคาอาหารนะครับ

- น้ำโพลาริส ขวดขุ่นกลม กทม. ขาย 5 บาท ที่ภูขาย 6 ขวด 100 บาท- อาหารตามสั่งจานละ 45 บาท(อร่อยมากมาย จริงๆครับ อันนี้ไม่มุข)- น้ำเต้าหู้ กทม. ขาย 5 บาท ที่ภูฯขาย 20 บาท- ทำสำคัญ ไข่กระทะ จานละ 40 บาท (5 จาน 200 บาท)แต่…… ที่เราเล่าไปทั้งหมดนั้น เราไม่ได้กิน เรากิน มาม่า กัน(เป็นออเดิร์ฟ) แล้วเราก็ออกเดินทางกันด้วยจักรยาน อัตราค่าเช่าคันละ 300 บาท/คัน/วัน เราปั่นไปได้ไม่นานนัก คิดว่าไม่ถึง 10 นาที เราก็พักเสียแล้ว (8 คน อายุรวมกันก็ พันกว่าๆ แล้วครับ)

ที่แรกเราก็พักกินข้าวกัน(อันนี้กิน จริงจัง) คือ ลานพระศรีนครินทร์ เรานั่งรับประทานอาหารที่เราห่อมา เนื่องจากไม่สะดวกในการถีบจักรยาน และแขวนของพะรุงพะรัง และระหว่างทางมีร้านขายอาหาร และน้ำ พวกเราจึงตัดสินใจกินข้าวเสียให้สิ้น พอกินข้าวเรียบร้อย บางคนก็แวะสักการะพระพุทธรูปเอาฤกษ์เอาชัยในก่อนการเดินทาง

แล้วเราก็ออกเดินทางกัน มีเพื่อนร่วมทางมากมายรับรองไม่เหงาแน่นอน บ้างก็เดิน บ้างก็วิ่ง บ้างก็กระโดดไป like a kangaroo (อันนี้ไร้สาระอีกแล้ว) แต่เรา ไฮโซ เพราะเรามีจักรยาน ระหว่างทาง เราเห็นต้นไม้สีแปลกตา ไปตลอดทาง และถึงแม้ว่าจะร้อน แต่ก็ไม่ถึงขนาด ร้อนระอุเหมือนอยู่ในเมือง เพราะในป่านั้นนอกจากออกซิเจนดี ๆ แล้วยังได้ยินเสียงนกร้อง ได้เห็นพระอาทิตย์ส่องกลางศีรษะ สิ่งที่ต้องระวังคือตรวจสอบสภาพรถให้ดีก่อนจะนำไปใช้จริง เพราะระหว่างทาง มีทั้งหิน เนิน ทางราบ และที่สำคัญ มีทรายที่ละเอียดมาก หากสภาพรถไม่ดี อาจจะมีปัญหาได้ดังภาพ (ภาพพี่กอล์ฟ)ไม่ นานเราก็มาถึงสระอโนดาต เป็นสระน้ำที่เงียบสงบ ผมได้ไปเจอเพื่อนที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกัน เล่าให้ฟังว่า ที่สระนี้แต่ก่อนมีกินรีจริงๆ เป็นสระน้ำที่นิ่งและใสมาก จึงอดถ่ายภาพมาไม่ได้ เราก็พักเหนื่อยกันที่นี่สักพัก แล้วเราก็ไปกันต่อโดยมีเป้าหมายคือ ผาหล่มสักและ แล้ว ด้วยความมุ่งมั่นบากบั่น เราก็มาถึงผาหล่มสักจนได้ ก่อนอื่นเราก็นั่งพักเหนื่อย ดื่มกาแฟ โกโก้ และกินบราวนี่ ไม่คิดเลยว่า ท่ามกลางป่าเขายังมีคนแบกบราวนี่ไปขายที่สำคัญอร่อยมาก(อร่อยจริงๆ)และราคา 10 บาทเท่านั้น เราไปพักที่ร้านกาแฟชมพู่มะเหมี่ยว ที่ร้านนี้มีสมุดให้ลงนามด้วยจะเขียนอะไรก็ได้ บรรยายความรู้สึกที่ได้มาภูกระดึง เราก็ทั้งบันทึกเรื่องของเรา และก็อ่าน(ของชาวบ้าน) อย่างมีความสุข พอ เรานั่งพักจนหายเหนื่อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปที่มุมยอดฮิตของผาหล่มสัก ผานี้มีเรื่องเล่าว่า ถ้าใครไม่ได้ถ่ายภาพมุมนี้ ก็เหมือนกับไปไม่ถึงภูกระดึง ที่สำคัญเราต้องฝ่าแสงแดดและเสี่ยงไปนั่ง(ตรงนี้) เพื่อจะได้มุมนี้มาเป็นของตนเอง แลดูเป็นความภาคภูมิใจมิรู้ลืมจากนั้นเราไปที่ผาหมากดูกเพื่อดูพระอาทิตย์ อีกรอบ แวะถ่ายภาพกันพอสังเขปและก็ถีบจักรยานกลับไปที่พัก นี่ก็นับเป็นอันจบเรื่องราวของวันที่ 2 … ในที่สุดก็มาถึงวันสุดท้ายเสียที รุ่วเช้าวันใหม่ ของวันที่ 5 มีนาคม 50 ก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่เราทั้งฝูงจะหอบสังขารอันเหนื่อยล้ากลับกทม. กัน เต๊นที่กางระเกะระกะ ขยะเกลื่อน เราก็ต้องเก็บและเตรียมขนย้ายกันนำติดตัวกลับไปทิ้งข้างล่างภูด้วย เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อยกันทุกคน ก็ติดต่อลูกหาบอีกครั้ง เพราะไหล่อันบอบบางของเรารับน้ำหนักอันมากโข ของกระเป๋าสัมภาระที่เรารู้สึกว่ามันจะหนักมากขึ้นกว่าเดิมมากกก
ระหว่างเดินทางกลับเราก็ไม่ลืมที่จะแวะร้านของฝาก เลือกซื้อนำกลับมาฝากสาวๆที่ทำงานกัน เหอๆๆ ..


การ เดินเท้าลงจากด้านบนนั้นความลำบากจะตกอยู่ที่ปลายเท้าซะส่วนใหญ่ เราจึงต้องเดินซิกแซกเพื่อที่จะให้เท้าได้พบกับทางราบให้มากที่สุด เฮ้อออ แต่ก็ปวดปลายเท้าอยู่ดีครับพี่น้องงง รองเท้าคู่ใจแทบทะลุ เดินสามสี่ชั่วโมงเราก็ลงมาถึงจุดหมาย (ต้นทาง) อีกครั้ง จากนั้นเราก็ได้เช่าเหมาลำรถสองแถว(300 Again) เพื่อกลับไปรอขึ้นรถทัวร์กลับ กทม. ที่ร้านเจ้กิม
ทริ ปนี้ตัวเบา(เพราะไม่ได้แบกเอง) แต่ก็เหนื่อย ทั้งขึ้นทั้งลงเหนื่อยพอกัน นั่นคงเป็นเพราะว่าเป็นต้นหน้าแล้งแล้ว อากาศจึงได้ร้อนมากๆ ต้นไม้ตามทางเดินก็แทบจะไม่มีใบเขียวๆให้เห็น ถ้าไปตอนปลายฝนต้นหนาวจะเป็นอย่างไรบ้างน้อ…

“ภูกระดึง” [PHU-KRADUNG]

Original post:  Thursday, August 9, 2007

บทความที่เกี่ยวข้อง

Comments

Rate this topic:
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Popularity: 2,818
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

2 Comments on “เที่ยว “ภูกระดึง” [PHU-KRADUNG]”

  • 7 พฤษภาคม, 2010, 23:09

    ไปเที่ยวภูกระดึงแล้วก่อนกลับต้องไปดื่มกาแฟอร่อยๆนะครับ ที่ร้านภูผากาแฟสด http://www.phukradungcafe.com เดินลงมาก็เจอเลยครับ อร่อยแถมป้าเจ้าของร้านใจดีมากๆครับ คอนเฟิร์ม ;-)

Trackbacks

  1. Vote -1 Vote +1pligg.com

Leave a Comment